สมาธิภาวนาแต่ละอย่างๆ อาจทำได้ถึง ๗ ระดับ (สัมมาสมาธิ)



สมาธิภาวนาแต่ละอย่างๆ อาจทำได้ถึง ๗ ระดับ

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีกระภาคจงทรงแสดงธรรมนั้นโดยย่อ อันเป็นธรรมที่เมื่อข้าพระองค์ฟังแล้ว จะเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกไปสู่ที่สงัด เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส มีตนส่งไปแล้วในธรรมเบื้องสูง แล้วแลอยู่เถิด พระเจ้าข้า !”

ก็เรื่องอย่างเดียวกันนี่แหละ โมฆบุรุษบางพวกขอร้องให้เรากล่าวธรรมอย่างที่เธอถาม ครั้นเรากล่าวธรรมนั้นแล้ว เขาก็ยังสำคัญแต่ในอันที่จะติดตาม เราเท่านั้น (ไม่สนใจที่จะหลีกออกอยู่ปฏิบัติผู้เดียว).

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรม โดยย่อแก่ข้าพระองค์ ขอพระสุคตจงแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้อพระองค์ ในลักษณะที่ข้าพระองค์จะเข้าใจ เนื้อควรแห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า จะเป็นทายาท (ผู้รับมรดกธรรม) แห่งภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเถิด พระเจ้าข้า !”.

ภิกษุ ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า :-

(๑ หมวดตระเตรียม)
“จิตของเรา จักเป็นจิตตั้งอยู่ ดำรงอยู่ด้วยดี ในภายใน; และบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย จักไม่เกิดขึ้นครอบงำจิตตั้งอยู่” ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.

(๒ หมวดพรหมวิหาร)
ภิกษุ ! ในกาลใดแล จิตของเธอ เป็นจิตตั้งอยู่ ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน และบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่เกิดขึ้นครอบงำจิตตั้งอยู่; ในกาลนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า
“เราจักเจริญ เมตตาเจโตวิมุตติ จักกระทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้มีที่ตั้งอาศัย ไม่ให้หยุดชะงัก ให้สั่งสมรอบแล้ว ให้ตั้งมั่น แล้วด้วยดี” ดังนี้. ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.

ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ เป็นธรรมอันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้; . ในกาลนั้น เธอ พึงเจริญซึ่งสมาธินี้ :-
๑. ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง;
๒. พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจาร บ้าง;
๓. พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้าง;
๔. พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปีติ บ้าง;
๕. พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปีติ บ้าง;
๖. พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยความยินดี บ้าง;
๗. พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง .

ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ เป็นธรรมอันเธอเจริญ เจริญด้วยดีแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า
“เราจักเจริญ กรุณาเจโตวิมุตติ จักกระทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้มีที่ตั้งอาศัย ไม่ให้หยุดชะงัก ให้สั่งสมรอบแล้ว ให้ตั้งมั่นแล้วด้วยดี” ดังนี้.
ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.
ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ เป็นธรรมอันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้ว อย่างนี้; ในกาลนั้น เธอพึง เจริญซึ่งสมาธินี้ :-
ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปีติ บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปีติ บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยความยินดี บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง .

(ในกรณีแห่ง มุทิตาเจโตวิมุตติ และ อุเบกขาเจโตวิมุตติ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้มีลำดับ ๗ อย่าง อย่างเดียวกันกับข้างบนนี้) .

(๓ หมวดสติปัฏฐาน)
ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ (ในพรหมวิหารทั้งสี่ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้) อันเธอเจริญ เจริญแล้วด้วยดีอย่างนี้; ในกาลนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า
“เราจักเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก อยู่” ดังนี้.
ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.
ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้; ในกาลนั้น เธอ พึงเจริญซึ่งสมาธินี้ :-
ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปีติ บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปีติ บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยความยินดี บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง.

ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ เจริญด้วยดีแล้วอย่างนี้; ในกาลนั้นเธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า
“เราจักเป็นผู้มีปกติ ตามเห็นเวทนาในเวทนา ทั้งหลายอย่างเป็นประจำ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลกอยู่” ดังนี้.
ภิกษุ ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.
ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนี้ เธอ พึงเจริญซึ่งสมาธินี้ :-
ให้เป็นธรรมมีวิตกมีวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมเป็นไปกับด้วยปีติ บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมไม่มีปีติ บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคด้วยความยินดี บ้าง;
พึงเจริญให้เป็นธรรมสหรคตด้วยอุเบกขา บ้าง.

(ในกรณีแห่ง จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มีข้อความที่ตรัสไว้ มีลำดับ ๗ อย่าง อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งกายา - เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน).

(หมวดอานิสงส์)
ภิกษุ ! ในกาลใดแล สมาธินี้ อันเธอเจริญ เจริญด้วยดีแล้วอย่างนี้ ; ในกาลนั้น เธอจักไปโดยทิศาภาคใดๆ ก็จักไปเป็นผาสุก ;
จักยืนในที่ใดๆ ก็จักยืนเป็นผาสุก ;
จักนั่งในที่ใดๆ ก็จักนั่งเป็นผาสุก ;
จักสำเร็จ การนอนในที่ใดๆ
ก็จักสำเร็จการนอนเป็นผาสุก แล.

(ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า สมาธิภาวนาอย่างหนึ่งๆ สามารถเจริญให้สมบูรณ์ออกไปได้ถึง ๗ ระดับ ดังที่แสดงไว้ในสูตรนี้ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง. อีกอย่างหนึ่ง พึงสังเกตให้เห็นว่า สมาธิที่มีนิมิตเป็นนามธรรม เช่น การเจริญเมตตา ก็ดี และที่มีลักษณะเป็นวิปัสสนา เช่นกายนุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็ดี สามารถนำมาเจริญในรูปแบบของสมาธิ ที่มีลักษณะแบ่งได้เป็น ๗ ระดับอย่างในสูตรนี้ ; ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า ตั้งต้นเจริญภาวนาในรูปแบบของวิปัสสนา แล้วอาจจะย้ำให้แน่นลงไปโดยอาการ แห่งสมถะ ๗ ระดับนี้ ; อาจจะเรียกได้ว่ามีวิปัสสานานำหน้าสมถะได้กระมัง).

- อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๓๐๘๓๑๐/๑๖๐.
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาค ๒ หน้าที่ ๑๓๒๐

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เมื่อเจอปัญหาชีวิตอย่างหนัก จะเอาชนะได้อย่างไร

สุดยอด คติธรรมคำสอน ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

พูดโกหก ชอบด่าว่า พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ กรรมหนักแค่ไหน

อานิสงส์ของการหลีกเร้น (สัมมาสมาธิ)

คำขอขมา และอธิษฐานจิต ถอนคำสัญญา คำสาบาน

การให้อภัย เป็นการให้ที่ดีที่สุด

ลำดับพฤติจิตของผู้ที่จะเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท (สัมมาสมาธิ)

จิตตระหนี่เป็นสิ่งที่ต่ำเกินไป สำหรับการบรรลุฌาน และทำให้แจ้งมรรคผล (สัมมาสมาธิ)

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไตรลักษณ์ 3 ประการ