การกระทำที่ถูกต้องตามกาละ (สัมมาสมาธิ)
การกระทำที่ถูกต้องตามกาละ
สำหรับสมาธินิมิต - ปัคคาหนิมิต - อุเบกขานิมิต
ภิกษุ ท. ! ภิกษุ ผู้ตามประกอบในอธิจิต พึงทำในใจซึ่งนิมิตทั้งสามโดยกาลอันควร คือ :-
พึงทำในใจซึ่ง สมาธินิมิต โดยกาลอันควร
พึงทำในใจซึ่ง ปัคคาหนิมิต โดยกาลอันควร
พึงทำในใจซึ่ง อุเปกขานิมิต โดยกาลอันควร.
๑. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต พึงกระทำในใจแต่เพียงสมาธินิมิตโดยส่วนเดียว เท่านั้นไซร้, ฐานะเช่นนั้น จะทำให้เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน. (สมาธิหรือความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
๒. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต พึงกระทำในใจแต่เพียงปัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียวเท่านั้นไซร้, ฐานะเช่นนั้น จะทำจิตให้เป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน. (ความเพียรทางใจ)
๓. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต พึง กระทำในใจแต่เพียงอุเปกขานิมิตโดยส่วนเดียว เท่านั้นไซร้, ฐานะเช่นนั้น จะไม่ทำจิตให้ตั้ง มั่นโดยชอบ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. (ความวางเฉย)
ภิกษุ ท. ! ในกาลใดแล ภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต
กระทำในใจซึ่งสมาธินิมิต โดยกาลอันควร,
กระทำในใจซึ่งปัคคาหนิมิต โดยกาลอันควร,
กระทำในใจซึ่งอุเปกขานิมิต โดยกาลอันควร;
ในกาลนั้น จิตนั้น ย่อมเป็นจิตอ่อนโยน ควรแก่การงาน เป็นจิตประภัสสร ไม่รวนเร ย่อมตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย.
ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนช่างทองหรือลูกมือของช่างทอง ประกอบตัวเบ้าแล้วฉาบปากเบ้า แล้วจับแท่งทองด้วยคีม วางที่ปากเป้า แล้วสูบลมโดยกาลอันควร พรมน้ำโดยกาลอันควร ตรวจดูโดยกาลอันควร.
ภิกษุ ท. ! ถ้าช่างทองหรือลูกมือของช่างทอง จะพึงสูบลมตะพึดไปโดยส่วนเดียว กะทองนั้น ฐานะเช่นนั้น ก็จะทำทองให้ไหม้ (สุกเกิน); ถ้าพรมน้ำตะพึดไป กะทองนั้น ฐานะเช่นนั้น ก็ จะทำทองนั้นให้เย็น ๑ (อยู่เช่นเดิม); ถ้า ตรวจดูตะพึดโดยส่วนเดียว กะทองนั้น ฐานะเช่นนั้น ก็ จะทำให้ทองนั้น ไม่ถึงซึ่งความสุกอย่างพอดี.
๑. คำว่าเย็นคำนี้ คำบาลีว่า นิพพาน (ชาตรู?ป นิพฺพาเปยฺย) ขอผู้ที่ไม่ทราบว่า นิพพาน แปลว่า เย็น พึงทราบเสียในที่นี้ด้วย
- ติก. อํ. ๒๐/๓๓๐/๕๔๒.
ภิกษุ ท. ! ในกาลใด ช่างทองหรือลูกมือของช่างทอง สูบลมโดยกาลอันควรกะทองนั้น, พรมน้ำโดยกาลอันควรกะทองนั้น, ตรวจดูโดยกาลอันควรกะทองนั้น; ในกาลนั้น ทองนั้น ย่อมเป็นทองมีเนื้ออ่อน ควรแก่การงานของช่างทอง มีรัศมีเนื้อไม่ร่วน และเหมาะสมแก่การกระทำของช่างทอง. ถ้าใครปรารถนาจะกระทำเครื่องประดับต่างๆ เช่น ตาบ ต้มหู สร้อยคอ หรือสุวรรณมาลาก็ตาม ก็สำเร็จประโยชน์แก่เขานั้น, นี้ฉันใด;
ภิกษุ ท. ! ภิกษุผู้ตามประกอบในอธิจิต
พึงทำในใจซึ่งนิมิตทั้งสามโดยกาลอันควร คือ
พึงทำในใจซึ่งสมาธินิมิต โดยกาลอันควร
พึงทำในใจซึ่งปัคคาหนิมิต โดยกาลอันควร
พึงทำในใจซึ่งอุเปกขานิมิต โดยกาลอันควร,
ฉันนั้นเหมือนกัน …. ฯลฯ ….
ถ้าภิกษุน้อมจิตไปเพื่อกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งใดๆ เธอย่อมลุถึงซึ่งความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในธรรมนั้นๆ นั่นเที่ยว ในเมื่ออายตนะยังมีอยู่ๆ.
- ติก. อํ. ๒๐/๓๒๙ - ๓๓๑/๕๔๒.
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาค ๒ หน้าที่ ๑๓๑๖

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น